
ช่วงนี้เรากำลังฝึกเขียนหลายๆแบบ เลยไปลงเรียนคอร์สการเขียนของ Rewrite ที่สอนโดยพี่โจ้และพี่เนสแห่ง Readery แล้วก็ได้ไปฟัง podcast ของพี่ๆใน youtube ด้วย
ชื่อคอร์สที่เราไปลงชื่อ Trust your writer’s mind ซึ่งถือเป็นคอร์สเริ่มต้นการเขียน 101 ของชาว Rewrite
จริงๆคอร์สของ Rewrite จะเน้นไปที่ Cretive writing แต่เราก็เอามาใช้กับการเขียนแบบอื่นด้วยเหมือนกัน
เลยอยากเขียนแชร์ให้ฟังว่าพี่ๆเล่าว่ายังไงบ้าง แล้วเราได้ประโยชน์อะไรจากการเขียนบ้าง เผื่อจะทำให้คนที่ไม่กล้าเขียนลองเริ่มหัดเขียนดู
- ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการเขียน
- ความกลัวที่ทำให้ไม่กล้าเขียน
- ลองกำจัดความกลัวและขุด writer’s mind ด้วย freewriting
- เราได้ประโยชน์อะไรจากการเขียนบ้าง?
- Tips for writing
ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการเขียน

หลายคนเชื่อว่าการเขียนเป็นงานของนักเขียน การเขียนเป็นพรสวรรค์และไม่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถเขียนให้ดีได้
ตอนเด็กๆเราใช้การเขียนเพื่อการศึกษาเท่านั้น เช่น โดนบังคับให้เขียนรายงานหรือเขียนเรียงความ แล้วครูก็ให้คะแนนน้อยๆมา เราก็อาจจะเสียความมั่นใจในการเขียนของตัวเอง
แต่ลองคิดดีๆ การเขียนเป็นสิ่งที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เช่น เราเขียนโพสบ่นลงใน facebook เขียน caption ใน instragram หรือบางคนก็เขียน journal ประจำวันอยู่แล้ว
นั่นแปลว่า เรามี DNA ของการเขียนหรือที่เรียกว่า writer’s mind อยู่ในตัวเราเองอยู่แล้วไง!
จริงๆแล้วการเขียนให้ดีไม่ได้เกิดจากพรสวรรค์ แต่เกิดจากการฝึก ฝึกฟังเสียงความคิดหรือความรู้สึกของตัวเองที่เกิดขึ้นในหัวแล้วเขียนลงมาในกระดาษ (หรือ ipad หรือคอมก็ได้)
และการเขียนเป็นการ connect อย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการ connect กับตัวเองด้วยการเขียนความคิดความรู้สึกแล้วนั่ง reflect กับตัวเอง หรือการ connect กับผู้คนด้วยการเล่าเรื่องหรือประสบการณ์แล้วมีคนเข้ามาพูดคุย มีอารมณ์ร่วม หรือแสดงความคิดเห็นผ่านงานเขียนของเรา
เพราะฉะนั้น การเขียนที่ดีเกิดจากการฝึกและการเขียนคือการ connect ตัวเรากับผู้อื่นด้วย writer’s mind ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา
แต่ถึงจะบอกว่าทุกคนมี writer’s mind อยู่ในตัวแล้ว เราก็อาจจะยังไม่กล้าเขียนกัน เพราะพวกเรามีความกลัวอยู่ดี
ความกลัวที่ทำให้ไม่กล้าเขียน

ใน podcast พี่โจ้พี่เนสร่ายความกลัวมาเยอะมาก แต่เราคัดมาเฉพาะที่สำคัญๆที่ทุกคนน่าจะเจอก่อนละกัน
- กลัวว่าฉันไม่ดีพอ – ฉันเป็นใคร ฉันถึงมาเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ แต่จริงๆไม่ว่าคุณจะเป็นใครคุณก็สามารถเขียนแชร์เรื่องราวของตัวเองได้
- กลัวงานเขียนจะน่าเบื่อ – จริงๆบนโลกนี้มัแทบจะไม่มีอะไรใหม่แล้ว แต่เราจะเอาประเด็นนั้นมาเล่าในมุมไหนให้น่าสนใจมากกว่า ถ้าคุณใส่มุมมองของตัวเองลงไปมันก็เป็นเรื่องใหม่ได้เหมือนกัน
- กลัวว่าไม่มีคนสนใจ – จริงๆคุณไม่มีทางรู้หรอกว่าเรื่องของคุณอาจจะมีคนสนใจก็ได้ แล้วถ้าคนไม่สนใจจริงๆเราก็มาทำ feedback loop หาเรื่องที่คนสนใจเขียนใหม่ก็ได้
- กลัวว่าสิ่งที่เราเขียนคนอื่นจะไม่ชอบ – ลองคิดว่าเราไม่ได้เขียนให้คนอื่นอ่าน เราเขียนเพื่อตัวเราเองก่อน เพื่อ connect กับตัวเอง ทบทวนตัวเอง ไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบงานเขียนของเราหรอก แต่มันต้องมีคนอ่านบางคนแหละที่ผ่านมาอ่านก็แล้วชอบ แล้วเขาก็จะ connect กับเรื่องของเราเอง
- กลัวคนอื่นจะเห็นข้อผิดพลาดของเรา – แต่รู้ไหมว่าจริงๆ การเขียนความผิดพลาดของเราทำให้เราดูเป็นมนุษย์และสามารถ connect กับคนอ่านที่เป็นมนุษย์คนอื่นๆได้
- กลัวว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวของเราที่คนอื่นจะอยากฟังหรือเปล่า – แต่จริงๆแล้วคนอ่านสามารถมา connect กับเรื่องของเราได้ และบอกเลยว่าคนอ่านอะ มีความเสือกอยู่แล้ว
- กลัวงานเขียนจะห่วย – ซึ่ง draft แรกอาจจะห่วยจริงๆก็ได้ แต่นี่คือเสียงของ editor’s mind (บรรณาธิการ) หรือ critic’s mind (นักวิจารณ์) ในตัวเรา ตอนเริ่มเขียนให้เก็บพวกเขาเอาไว้ก่อน ใช้ writer’s mind เอาความคิดเอาออกมาก่อน แล้วค่อยมาแก้ทีหลัง
- กลัวถูกตัดสิน กลัวถูกวิจารณ์ – อันนี้น่าจะเป็นความกลัวที่ทุกคนน่าจะกลัวมากที่สุดที่ทำให้ไม่กล้าเขียน แต่เราไม่มีทางรู้ว่าคำวิจารณ์จะดีหรือไม่ดีถ้าเราไม่เริ่มเขียน หรือถ้ามันออกมาไม่ดี เราก็กลับมาปรับการเขียนของเราใหม่ได้
ลองกำจัดความกลัวและขุด writer’s mind ด้วย freewriting

Freewriting คือเครื่องมือที่พี่โจ้พี่เนสใช้ในทุกคลาสของ Rewrite
การเขียน freewriting เราจะกำหนดกรอบเวลาที่เราจะเขียน เช่น 5 หรือ 10 นาที อาจจะมีหัวข้อที่เรียกว่า prompt หรือไม่มีก็ได้ โดยกฎของการเขียน freewriting คือ
- Keep your hand moving – เขียนไปเรื่อยๆ มือห้ามหยุด
- Don’t think – เวลาเขียนอย่าคิด เอา first thought ที่ผุดขึ้นมาในหัวออกมา
- Write whatever comes to mind – เขียนไปก่อนโดยไม่ต้องใช้ editor’s mind อะไรห่วยก็เขียนมันออกมา คำหยาบคำด่าอะไรเขียนได้หมด ภาษาสวยไม่สวยไม่ต้องสนใจ
- Lose control – เชื่อมือมากกว่าเชื่อหัว
- It’s ok to write to worst junk – มันโอเคที่เราจะเขียนแย่ เขียนไม่ดี ปล่อยความคิดความรู้สึกออกมา
ตัวอย่างเช่น เรากำหนดว่าเราจะเขียน freewriting 10 นาที โดยใช้หัวข้อ “ฉันอยากเขียนเรื่อง…” พอเริ่มจับเวลาปุ๊บ อะไรที่เข้ามาในหัวก็เขียนลงไปให้หมดอย่าหยุดเขียน อย่าหยุดคิดว่าต้องเขียนว่าอะไร อย่าลบ อย่าไปแก้ของที่เขียนไปแล้ว อย่าแคร์ภาษาที่ใช้ ถ้าไม่รู้จะเขียนอะไร ก็ให้เขียนลงไปว่า “ไม่รู้จะเขียนอะไร” ไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีอะไรแว้บเข้ามาหัว
ถ้าลองเขียนแรกๆอาจจะยากหน่อยนะ ตอนแรกเราก็เขียนว่า “ไม่รู้จะเขียนอะไร” เต็มหน้ากระดาษเหมือนกัน แต่พอฝึกไปเรื่อยๆ หน้ากระดาษเดียวหรือ 10 นาทีก็อาจจะไม่พอสำหรับหัวข้อหนึ่ง
เราได้ประโยชน์อะไรจากการเขียนบ้าง?
อันนี้เป็นการแชร์ประสบการณ์ส่วนตัวว่าเราใช้การเขียนกับอะไรแล้วเราได้อะไรจากการเขียนบ้าง
จุดเริ่มต้นการเขียนของเราเกิดจากการทำงาน เราทำงานทางด้าน data ซึ่งตอนเริ่มทำงานแรกๆก็จะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารให้คนที่ไม่ใช่สาย data ให้เข้าใจงานของเรา หัวหน้าก็เลยบอกว่าให้เราลองเขียนบทความอธิบายความรู้ทาง data science ออกมาให้คนเข้าใจได้ง่าย
ตอนแรกใช้เวลาเขียนนานมาก แก้เป็น 10 รอบ เพราะกลัวคนอ่านไม่รู้เรื่องและเราเขียนอธิบายเข้าใจยาก แต่สุดท้ายก็ได้ publish ออกไป มันไม่มีหรอก draft แรกที่สมบูรณ์ มันต้องมี feedback มันต้องแก้
หลังจากนั้นเราก็เริ่มเขียนแชร์ความรู้และประสบการณ์ในสายงาน data แบบนานๆที ระหว่างเขียนเราได้ทบทวนความรู้และหาความรู้เพิ่มเติม แต่ละครั้งที่เขียนออกไป จะมีคนทัก facebook มาถามหรือขอคำปรึกษาเรื่องการทำงาน ทำให้รู้สึกว่างานเขียนของเรามีประโยชน์และเริ่ม connect กับคนอื่นที่มีความสนใจในสายงานเดียวกัน
เราเคยลองเขียนโพส facebook รับสมัครงานเล่นๆ ตอนนั้นได้ candidate มาประมาณ 40 คนในเวลาอันสั้น บริษัทก็ให้เงิน bonus เล็กๆน้อยๆตอบแทน
เมื่อประมาณปลายปี 2023 เราเริ่มรู้สึกนอยๆกับตัวเองที่จัดการความคิดไม่ค่อยได้ เหมือนในหัวมีเรื่องเยอะแต่ไม่ยอมเขียนหรือกางมันออกมาสักที แล้วไปเจอคำโปรยคลาส Rewrite ก็เลยลองสมัครไปเรียนดู เลยทำให้รู้จักกับ freewriting และหัดเขียน freewriting มาเรื่อยๆ แต่ยังไม่ได้ทำสม่ำเสมอ
เราลองใช้ freewriting ทั้งในการทำงานและเรื่องส่วนตัว เวลาคิดงานไม่ออกหรือหงุดหงิดกับงาน เราจะใช้ freewriting เป็นเหมือน brain dump สิ่งที่อยู่ในหัวลงไป รู้สึก negative อะไรก็เขียนลงไปในนั้นแหละ มันมีแค่เราที่อ่านแล้วให้มันจบอยู่ที่กระดาษใน ipad
มีครั้งหนึ่งเรารู้สึกเครียดแล้วก็มีความคิดผุดในหัวเต็มไปหมด เราลองเขียน freewriting 10 นาทีดู แต่จริงๆเขียนไปแค่ 5 นาทีก็เจอละว่าต้นเหตุของความเครียดคืออะไร เราก็ไปจัดการตรงนั้นได้
ทำไปสักพักรู้สึกว่าตัวเองมี self-awareness มากขึ้น แล้วก็ได้ reflect ตัวเองในหลายๆด้านมากขึ้น เห็นเป้าหมายของตัวเองชัดเจนขึ้น เห็นสิ่งสำคัญในชีวิตมากขึ้น
ที่สำคัญคือเรารู้จักตัวเองมากขึ้น เวลาเขียนเราจะเจอ first thought ของตัวเอง เป็นความคิดที่ปกติเราจะกดมันเอาไว้หรือไม่ยอมรับมัน แต่พอเขียน freewriting ที่เราห้ามหยุดคิด เราจะ surprise กับตัวเองเรื่อยๆ ว่าเออ เราก็มีมุมนี้ว่ะ
แล้วก็พบว่าจริงๆเราอาจจะไม่รู้จักตัวเองเลย
พี่โจ้พี่เนสบอกเสมอว่าการเขียนจริงๆ คือการ connect กับตัวเอง การเขียนเป็นการฝึกทะลุ ego ของตัวเองเข้าไปหา true self ข้างใน แล้วเราจะเจออะไรบางอย่างในตัวเองที่แชร์กับคนอื่น connect กับคนอื่นได้ 🙂
ปัจจุบันเราก็ยังฝึกเขียน freewriting อยู่ ตอนนี้พยายามฝึกทุกวันเช้าเย็นเลย ตอนเช้าเราจะเขียนสิ่งที่เรียกว่า Morning pages เอาความคิดที่คั่งค้างตอนตื่นนอนออกมา ส่วนก่อนนอน (ถ้าไม่เหนื่อยเกินไป) เราจะหา daily prompt หัวข้อต่างๆมาเขียนเล่น ดูว่าจะมีอะไร surprise จากตัวเองอีกหรือเปล่า
Tips for writing
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุณเริ่มที่จะเขียน เรามี tips 2 ข้อสำหรับการเขียนที่ได้จากพี่โจ้พี่เนสมาแนะนำ
- เขียนสิ่งที่เราเชื่อ เขียนสิ่งที่เราคิดจริงๆ ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณจะ stuck กับการเขียนมากๆ
- เขียนด้วยความเป็นตัวเอง ไม่ต้องเฟคเป็นคนอื่น
Happy Writing!
ปล. จริงๆก็เขียนบทความนี้เตือนใจตัวเองเอาไว้ ท้อแท้กับการเขียนเมื่อไหร่จะได้กลับมาอ่าน
Ref – Trust Your Writer’s Mind เชื่อเถอะว่าทุกคนเขียนได้! | Rewrite EP.1
Leave a Reply